หน้าหลัก ทอร์เลียส คือ อะไร เลือกมหาคัมภีร์ฮัทจั๊ต เลือกคัมภีร์่มาฮัท คุณถาม-เราตอบ ทำนายส่วนตัว ใบสมัครเรียน ใบสมัคร 1900 ชำระเงิน ติดต่อเรา

 ฟาร์โรหญิง ฮัตเซ็ฟซุต ผู้บันทึกตำราเป็นคนแรก

... ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต เป็นพระราชธิดาองค์เดียวของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (Tuthmosis I) กับพระราชินีอาโมซิส ด้วยความเป็นหญิงสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของพระชายารองเมื่อน้องต่างมารดาครองราชย์เป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2ก็อภิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุตตามประเพณีของอียิปต์เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระราชวงศ์ ทุตโมซิสที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ อำนาจบริหารจึงตกอยู่ในมือราชินีทีฝึกฝนการบริหารราชการกับฟาโรห์องค์ก่อนอีกทั้งตัวราชินีฮัตเชปซุตเองก็มีพระธิดาเพียงองค์เดียว แต่ชายารองกลับมีพระโอรส ดังนั้นจึงเสียสิทธิการครองราชย์ไปอีกครั้งทว่า ทุตโมซิสที่ 2 สิ้นพระชนม์ขณะที่รัชทายาทยังเยาว์นัก ดังนั้น พระนางฮัตเชปซุต (ผู้เป็นแม่เลี้ยง) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และ หลังจากกุมอำนาจได้หลายปี นางจึงตัดสินพระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ในที่สุด “ฮัตเชปซุต” ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามอน (รา) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ นอกจากนี้พระนางยังทรงสร้างเสาโอบีลิก ซึ่งเป็นแท่งหินสูงมียอดหุ้มด้วยเงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป ฟาโรห์หญิงมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่า เซเนมุต (Senemut) อยู่ฝ่ายศาสนจักร เป็นซึ่งเป็น พิเธีย (ร่างทรงของเทพในยุคนั้น) และ เชื่อกันว่า เซเนมุท ก็หายตัวไปพร้อมกับพระนางอย่างลึกลับหลักฐาน และ บันทึกเกี่ยวกับพระนางถูกทำลายจนแทบไม่มีอะไรเหลือ

------------------------------------------------------------------

ตะลึงพบมัมมี่ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก 28 มิถุนายน 2550)
ไคโร-วงการโบราณคดีสั่นสะเทือน พบมัมมี่ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต ที่เคยถูกลบพระนามออกจากประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ผู้สร้าง วิหารคานัช ที่ฮัตเชปซุต (Temple of Hatsheepsut) ได้สร้างวิหารไว้เพื่อเป็นหลุมพระศพของพระนาง (อย่างเป็นทางการ) นั้น อยู่ที่บริเวณหุบผากษัตริย์ในนครธีบส์ อันเป็นเมืองหลวงแห่งยุคอาณาจักรใหม่ (New kingdom) ช่วง 1539-1075 ปีก่อนคริต์ศักราช เต็มไปด้วยเสาหินทรายขนาดใหญ่จำนวนมาก เพื่อแสดงถึงอำนาจ ซึ่งมีวิหารประกอบพิธีศพคาอีร์ อัล บาห์รี (Dayr al - Bahri) เป็นสถาปัตยกรรมที่คงเอกลักษณ์ และยิ่งใหญ่ ไม่มีใครทำได้จนถึงปัจจุบัน นายฟารูค ฮอสนี รัฐมนตรีวัฒนธรรมอียิปต์ และนายซาฮี ฮาวาส อธิบดีกรมโบราณคดี ได้จัดแถลงข่าวร่วมกันเมื่อวันพุธ (27 มิ.ย.) ว่า ผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ และการตรวจฟันทำให้ทราบว่ามัมมี่ที่ค้นพบเมื่อร้อยปีที่แล้วว่า เป็นมัมมี่ของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต ราชินีผู้เก่งกาจในยุคอียิปต์โบราณ ซึ่งนับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศนับตั้งแต่การค้นพบสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมนเมื่อ 85 ปีที่แล้ว นายฮาวาส กล่าวว่า มีการพบมัมมี่สตรี 2 ร่างที่ห้องฝังศพในหุบผากษัตริย์เมื่อปี 2446 แต่ไม่มีใครทราบว่าหนึ่งในนั้นเป็นมัมมี่ของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้มัมมี่ทั้งคู่ถูกทิ้งเอาไว้ที่นั่นเป็นเวลานาน จนกระทั่งถูกนำมาทดสอบที่พิพิธภัณฑ์ไคโรเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว โดยการตรวจดีเอ็นเอ และการทดลองทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ทำให้เชื่อมั่น 100% ว่าเป็นมัมมี่ของฟาโรห์ฮัตเชปซุตอย่างแน่นอน ทางด้านรัฐมนตรีวัฒนธรรมอียิปต์ กล่าวว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดย ดร.ฮาวาส ได้พยายามพิสูจน์อัตลักษณ์ของมัมมี่นี้มาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว โดยหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เป็นเครื่องยืนยันว่ามัมมี่ดังกล่าวเป็นของฟาโรห์ฮัตเชปซุต คือ ตับ และฟันซี่หนึ่งที่พบในกล่องที่จารึกพระนามของพระองค์ ... ฮัตเชปซุตเป็นราชินีในราชวงศ์ที่ 18 พระนางปกครองประเทศเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุดในหมู่ราชินียุคอียิปต์โบราณ และในช่วงที่พระองค์ปกครองอียิปต์นั้น ทรงมีอำนาจมากกว่าคลีโอพัตรา หรือพระนางเนเฟอร์ติตีอีก สิ่งที่แปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือ ฟาโรห์ฮัตเชปซุต ทรงชอบแต่งองค์เป็นผู้ชาย ทั้งยังทรงชอบสวมหนวดเคราปลอมอีกด้วย แต่หลังจากที่ฟาโรห์ฮัตเชปซุต สิ้นพระชนม์มีการทำลายรูปปั้นของพระองค์ทิ้ง รวมถึงลบพระนามของพระองค์ออกจากบันทึกต่างๆ จนหมด ราวกับว่าฟาโรห์ฮัตเชปซุต ไม่เคยทรงมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์อียิปต์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการแก้แค้นจากลูกเลี้ยงของพระนาง ดังนั้น การค้นพบมัมมี่ของพระองค์ครั้งนี้จึงนับเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่มาก ด้านนายพอล อีแวนส์ นักชีววิทยาโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยบริกแฮมยังในรัฐยูทาห์ สหรัฐ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นเรื่องพิเศษสุด เพราะฟาโรห์ฮัตเชปซุต นั้นทรงมีความโดดเด่นไม่เหมือนใครในประวัติศาสตร์อียิปต์ การระบุตัวตนของพระนางได้นั้นมีความสำคัญในระดับเดียวกับการค้นพบมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคาเมน


   หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์   1 กรกฎาคม 2550    กองบรรณาธิการ

พบมัมมี่ 'ราชินีเครา' ฟาโรห์หญิงผู้สาบสูญ
วงการไอยคุปต์วิทยาประกาศข่าวการค้นพบแห่งศตวรรษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนำความตื่นเต้นและยินดีปรีดาแก่แวดวงโบราณคดีอียิปต์และทั่วโลก พร้อมกับความคาดหวังว่า ความลับของราชินีเครา ฟาโรห์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ผู้ปกครองอียิปต์เมื่อประมาญ 3,500 ปีก่อน แต่หลักฐานเกี่ยวกับพระนางกลับสูญหายไปจากประวัติศาสตร์อียิปต์อย่างลึกลับ จะได้รับการเปิดเผย ซาฮี ฮาวาส เลขาธิการคณะกรรมการสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ แถลงข่าวใหญ่นี้ต่อสื่อหลายแขนงที่กรุงไคโรเมื่อวันจันทร์ที่แล้วว่า นักไอยคุปต์วิทยาสามารถระบุมัมมี่ของ ราชินีฮัตเชปซุต ได้แล้ว การค้นพบครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเทียบเท่ากับการค้นพบสุสาน ฟาโรห์ตุตันคามุน เมื่อปี 1922 ทีเดียว ราชินีฮัตเชปซุตพระองค์นี้ได้รับขนานนามเป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของอียิปต์ พระนางสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการในสมัยของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ลูกเลี้ยงที่ยังทรงพระเยาว์ ซึ่งประสูติในพระชายาอีกองค์ของฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 ขณะที่ตัวพระนางมีเพียงพระธิดากับฟาโรห์ทุตโมสที่ 2 พระนางมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าชอบแต่งกายในชุดบุรุษและติดเคราปลอม ขณะขึ้นว่าราชการในฐานะฟาโรห์ผู้ทรงอำนาจในยุครุ่งเรืองของอียิปต์ อำนาจของพระนางแผ่ไพศาลและยิ่งใหญ่กว่า พระนางเนเฟอร์ติติ และ พระนางคลีโอพัตรา ราชินีรุ่นหลังเสียอีกเชื่อกันว่าสาเหตุที่ราชินีฮัตเชปซุตถูกลบพระนามออกจากประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ รูปปั้นถูกทุบทำลาย ไม่เหลือบันทึกถึงพระนาง และไม่มีใครค้นพบพระศพเลยนั้น อาจเป็นการล้างแค้นของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ภายหลังพระนางสิ้นพระชนม์ในราวๆ ปี 1482 ก่อนคริสตกาล ถึงแม้ที่ตั้งหลุมศพของฮัตเชปซุต จะเป็นที่รู้จักกันในชื่อหลุมเควี 20 และโลงศพของพระนางวางอยู่เคียงข้างโลงศพฟาโรห์ทุตโมสที่ 1 พระบิดาของพระนาง แต่โลงนั้นกลับว่างเปล่าทำให้เรื่องราวของฟาโรห์หญิงผู้ทรงอำนาจกลายเป็นปริศนามากว่าศตวรรษอันที่จริง มัมมี่ศพนี้เดิมถูกระบุว่าเป็นศพสตรีร่างท้วม วัย 50 เศษ มีฟันผุและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระดูก ค้นพบโดย โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ เมื่อปี 1903 พร้อมมัมมี่สตรีอีกศพที่สุสานแห่งหนึ่งใน "หุบผากษัตริย์" สถานที่ซึ่งพระศพมัมมี่ของฟาโรห์หนุ่มตุตันคามุนถูกฝังอยู่นักโบราณคดีและนักไอยคุปต์วิทยาส่วนใหญ่เคยเชื่อว่า หลุมฝังศพเควี 60 แห่งนี้คือที่สุสานของนางซิตร์อิน ซึ่งเป็นแม่นมของราชินีฮัตเชปซุต มัมมี่ 1 ใน 2 ศพถูกระบุว่าเป็นมัมมี่ของนางซิตร์ และถูกเคลื่อนย้ายออกไปในปี 1906 ส่วนมัมมี่อีกศพซึ่งตอนนี้ถูกระบุว่าคือศพพระนางฮัตเชปซุต กลับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับความสนใจมานานนับศตวรรษ กระทั่งถึงปี 1990 หลักฐานสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่ามัมมี่นี้คือ ราชินีผู้ทรงอำนาจแห่งราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณไม่ผิดตัวแน่ ก็คือ ฟันกรามซี่หนึ่งที่พบในกล่องจารึกพระนามฮัตเชปซุต พบเมื่อปี 1881 ที่ขุมมัมมี่เชื้อพระวงศ์ที่ถูกรวบรวมเก็บรักษาไว้ที่วิหารเดียร์เอลบาห์รี ห่างจากสุสานนี้ราว 1 กิโลเมตร ตามกระบวนการดองศพของอียิปต์โบราณนั้น อวัยวะภายในและชิ้นส่วนอื่นๆ ของศพจะถูกดองแยกไว้ในกล่องอีกกล่องหนึ่งต่างหากการณ์ปรากฏเป็นว่า ผลการตรวจสอบโดยละเอียดจาก เยห์ยา ซาคาริยะ ศาสตราจารย์ด้านทันตกรรมจัดฟัน พบว่า ฟันซี่นี้เข้ากันได้อย่างพอดีเป๊ะกับฟันกรามซี่บนของมัมมี่หญิงที่โหว่อยู่ " การตรวจพิสูจน์ฟันซี่นี้กับกรามแสดงให้เห็นว่ามัมมี่ศพนี้คือ ฮัตเชปซุต" ฮาวาสกล่าวอย่างมั่นใจกับรอยเตอร์ "ฟันก็เหมือนลายนิ้วมือน่ะครับ " เขากล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมรายนี้ได้วัดขนาดและศึกษาแล้วพบว่าฟันที่มีขนาดกว้าง 1.8 เซนติเมตรนี้เข้ากันได้กับกรามบนของมัมมี่ศพนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คณะทำงานยังได้ตั้งห้องแล็บตรวจสอบดีเอ็นเอ โดยร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเพื่อพิสูจน์ทางดีเอ็นเอให้แน่ชัดด้วยการศึกษาเพื่อพิสูจน์การค้นพบมัมมี่ราชินีฮัตเชปซุตครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถานีดิสคัฟเวอรี่แชนแนลของสหรัฐ ซึ่งเตรียมจะนำสารคดีชิ้นนี้เผยแพร่กลางเดือนกรกฎาคมนี้ ความสับสนเกี่ยวกับการระบุตัวตนของมัมมี่เชื้อพระวงศ์หลายศพนั้นมักเกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองในยุคสมัยของมัมมี่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น สุสานฮัตเชปซุต ซึ่งโบราณวัตถุของมีค่าถูกขโมยไป และ ยังไม่มีมัมมี่สตรีเหลืออยู่เลย ซึ่งอาจเป็นเพราะฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ต้องการกำจัดหลักฐานบ่งบอกการครองราชย์ของพระนางออกจากประวัติศาสตร์ เป็นไปได้ว่า พวกนักบวชได้เคลื่อนย้ายทรัพย์สมบัติข้าวของสำคัญของมัมมี่เชื้อพระวงศ์ 40 ศพ ซึ่งรวมทั้งกล่องบรรจุพระทนต์ของฮัตเชปซุต ไปยังเดียร์เอลบาห์รี เมื่อช่วงหลายร้อยปีภายหลังฟาโรห์ฮัตเซปซุตสวรรคต ทั้งนี้ เพื่อปกป้องโบราณวัตถุเหล่านี้ไม่ให้ถูกลบหลู่หรือลักขโมยในยุคสมัยที่บ้านเมืองไร้ซึ่งเสถียรภาพ


    หนังสือพิมพ์ แนวหน้า

ค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ " ราชินีอียิปต์ผู้สูญหาย " ดิสคอฟเวอรี แชนแนล เผย "ความลับของราชินีอียิปต์ผู้สูญหาย " ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอียิปต์นับตั้งแต่ปี 1922 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ดิสคอฟเวอรี แชนแนล และ ดร. ซาฮี ฮาวาส เลขาธิการ คณะกรรมการสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ ได้เผยการค้นพบที่สำคัญที่สุดของหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) นับตั้งแต่การเปิดสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน และด้วยหลักฐานทางโบราณคดี จากการชันสูตรและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อระบุมัมมี่อายุ 3,500 ปีว่าเป็น ฮัทเชปซุต ราชินี ผู้อาจจะเป็นฟาโรห์ของดินแดนอียิปต์ การค้นพบครั้งนี้จะนำมาออกอากาศทางช่องดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล เป็นครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม ศกนี้ เวลา 20.00 น. ทางช่อง ทรูวิชั่นส์ (ยูบีซี 47) ในสารคดีเรื่อง " Secretes of Egypt's Lost Queen – ความลับของราชินีอียิปต์ผู้สูญหาย " ดร.ซาฮี ฮาวาส เลขาธิการ คณะกรรมการสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานและนักโบราณคดี ได้ใช้เทคโนโลยีด้านการพิสูจน์หลักฐานที่ครบครันเพื่อระบุมัมมี่ของ ฮัทเชปซุต เป็นครั้งแรก ดร.ฮาวาส และทีมงาน ได้เข้าไปสำรวจยังห้องเก็บศพขนาดใหญ่ที่ลึกลงไปในพิพิธภัณฑ์แห่งกรุงไคโร ทีมงานต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำมัมมี่ราชวงศ์และร่องรอยจากหลุมศพที่เคยถูกสำรวจแล้วสองหลุมที่เกี่ยวโยงกับ ฮัทเชปซุต สุดท้ายทีมงานได้ระบุการพิสูจน์หา ฮัทเชปซุต ลงจนเหลือมัมมี่สี่ร่างจากที่มีอยู่นับพันๆ ร่าง การทำสแกนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงลักษณะทางร่างกายบางประการของมัมมี่ทั้งสี่ร่างกับเครือญาติของ ฮัทเชปซุต การค้นคว้าบีบลงเหลือความเป็นไปได้สองทาง ซึ่งทั้งสองทางระบุว่า มัมมี่มาจากหลุมศพของหมอตำแยของฮัทเชปสุท และหลักฐานสุดท้ายอยู่ที่คาโนปิ (ภาชนะบรรจุอวัยวะภายในของมัมมี่) ที่มีชื่อเป็นฟาโรห์ผู้หญิง การสแกนกล่องคาโนปิเผยให้เห็นฟันซี่หนึ่งซึ่งเมื่อวัดขนาดดูพบว่า มีขนาดพอดีกับฟันกรามซี่บนที่หายไปของหนึ่งในมัมมี่ทั้งสองร่าง ดร.ฮาวาส กล่าวว่า การค้นพบมัมมี่ของ ฮัทเชปซุต เป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญที่สุดของอียิปต์ พระนางทรงครองราชย์ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรือง แต่พระนางกลับถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์ของอียิปต์ไปอย่างลึกลับ เราหวังว่ามัมมี่ร่างนี้จะช่วยไขความลึกลับนี้ รวมถึงความลึกลับของสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระนางด้วยเจน รูท ประธานและผู้จัดการทั่วไปของดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล และไซนส์ แชนแนล กล่าวเพิ่มเติมว่า สารคดี "Secretes of Egypt's Lost Queen" ช่วยทำให้โบราณคดีเป็นเรื่องที่ผู้ชมสามารถติดตามชมได้ เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการค้นพบที่สำคัญนี้ และขอชื่นชม ดร. ฮาวาส และทีมงานที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก แอพพลายด์ ไบโอซิสเต็มส์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการวิเคราะห์ดีเอ็นเอชั้นนำของโลก ดิสคอฟเวอรี่ เควสต์ และ ดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล ได้ร่วมกันเป็นผู้ให้การสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยช่วยให้มีการพัฒนาอุปกรณ์ เพื่อใช้วิเคราะห์ดีเอ็นเอในยุคดึกดำบรรพ์ขึ้นเป็นเครื่องแรก และติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณ์กรุงไคโร อุปกรณ์วิเคราะห์ดีเอ็นเอนี้ จะช่วยแยกแยะและเปรียบเทียบนิวเคลียสและไมโตครอนเดรียลดีเอ็นเอของมัมมี่ ฮัทเชปซุต กับมัมมี่ของสมาชิกในราชวงศ์ของพระนาง อุปกรณ์จะได้รับการติดตั้งเพื่อพร้อมสำหรับนักวิทยาศาสตร์ใช้วิเคราะห์การค้นพบใหม่ๆ รวมทั้งให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านครอบครัวของสมาชิกราชวงศ์อียิปต์ กองทุนของดิสคอฟเวอรี่ช่วยให้ดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล สามารถสนับสนุนการวิจัยและการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงโลก ขณะที่ สตีฟ เบิร์น รองประธานบริหารดิสคอฟเวอรี่ เควสต์ และบรรณาธิการด้านวิทยาศาสตร์ กล่าวเสริมว่า การสนับสนุนจากกองทุนดิสคอฟเวอรี่ เควสต์ ทำให้ดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล เป็นผู้นำในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในยุคของเรา โครงการดิสคอฟเวอรี่ เควสต์ มุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้ชมทางบ้านได้ร่วมชมการค้นพบเหล่านี้ และจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสำรวจและการเดินทางสำรวจ ซึ่งเราหวังว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องเครื่องมือจากซีเมนส์ เมดิคัล โซลูชั่นส์ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำการสแกนโทโมกราฟฟี่มัมมี่แต่ละร่างได้อย่างละเอียด การนำอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ในสารคดี "Secretes of Egypt's Lost Queen" นี้ช่วยให้นักโบราณคดีสามารถศึกษาสิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้าห่อมัมมี่ หรือร่างที่บอบบางของฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์ โดยไม่สร้างความเสียหาย ฮัทเชปซุต มีอำนาจมากกว่าคลีโอพัตรา หรือเนเฟอร์ติติ พระนางแต่งพระองค์เป็นชายและประกาศแต่งตั้งพระองค์เป็นฟาโรห์ ถึงแม้ว่าอำนาจของพระนางจะแผ่ไปทั่วอียิปต์และยุคสมัยของพระนางก็รุ่งเรือง แต่เรื่องราวของ ฮัทเชปซุต กลับถูกลบออกจากประวัติศาสตร์อียิปต์อย่างเป็นระบบ บันทึกทางประวัติศาสตร์ถูกทำลาย รูปปั้นถูกทุบ และ พระศพของพระนางถูกเคลื่อนย้ายออกจากหลุมศพ การสิ้นพระชนม์ของพระนางจึงเป็นปริศนา จนถึงวันนี้ " Secretes of Egypt's Lost Queen" ผลิตโดยดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล โดยบีคิว โปรดักชั่นส์ แบรนโด กิลิชี่ เป็นโปรดิวเซอร์บริหารของแบรนโด กิลิชี่ โปรดักชั่นส์ อลัน บัตเลอร์เป็นโปรดิวเซอร์ของดิสคอฟเวอรี่ แชนแนล ติดตามชมสารคดีชุดนี้ ซึ่งจะนำออกอากาศอีกครั้งในวันที่ 15 กรกฎาคม เวลา 23.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 7.00 น. และเวลา 13.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคม เวลา 13.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 7.00 น. และวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 21.00 น. ทางทรูวิชั่นส์ UBC 47

This entire website is © copyright by 108 Payagon Dot com. All Rights Reserved.
About us  Contact us